การเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม
ความหมายการเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม
การเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม คือแนวคิดในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในบริบทของประสบการณ์ของตนเอง ที่ทำให้ผู้เรียนมีทั้งความรอบรู้ในเนื้อหาวิชาและเพิ่มพูนความสามารถในการใช้ทักษะกระบวนการ ผู้เรียนจะพัฒนาทั้งความคิดสร้างสรรค์ ทัศนคติต่อวิทยาศาสตร์ ได้มีการใช้มโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน และสามารถที่จะกล้าติดสินใจด้วยตนเอง การเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม จะเป็นการเน้นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามความเข้าใจของผู้เรียน แทนการสอนที่เริ่มต้นด้วยมโนทัศน์และกระบวนการ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักการวิเคราะห์และประยุกต์ใช้มโนทัศน์และกระบวนการในสถานการณ์จริง สามารถที่จะเชื่อมโยงการเรียนรู้ในห้องเรียนกับสถานการณ์จริงในสังคมท้องถิ่น การเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม จะเน้นเหตุการณ์หรือประเด็นที่กำลังเกิดขึ้นและพยายามที่จะให้ผู้เรียนหาคำตอบสำหรับเหตุการณ์นั้นๆ ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการเตรียมผู้เรียนให้มีความพร้อมต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน และเตรียมบทบาทของพลเมืองในอนาคตที่มีความรู้ความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
การเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคมจะเน้นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตด้วยความเชื่อที่ว่า การทำงานในชีวิตจริงจะมีมโนทัศน์และกระบวนการต่างๆมากมายเป็นพื้นฐาน การเรียนการสอนจะเริ่มต้นด้วย สถานการณ์ คำถาม ปัญหา หรือประเด็นที่ครูสร้างขึ้นหรือหยิบยกขึ้นมาเพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจมโนทัศน์มากขึ้นหรือกระบวนการพื้นฐานหรืออาจจะเริ่มต้นมาจากคำถามของนักเรียนที่มาจากประสบการณ์ของตนเองก็ได้ เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้มโนทัศน์และทักษะกระบวนการพื้นฐาน การเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม จะทำให้นักเรียนเห็นว่ามโนทัศน์และกระบวนการนั้นมีประโยชน์ สามารถนำเอาไปใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้ การเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคมนี้ ครูจะมีบทบาทในฐานะของผู้จัดสภาพแวดล้อมและอำนวยความสะดวกให้เกิดการเรียนรู้มากกว่าที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้
โดยสรุปแล้วการเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม มีลักษณะดังนี้คือ
1. นักเรียนเป็นผู้ถามคำถามที่ต้องการจะหาคำตอบตามความสนใจและคำถามนั้นจะเกี่ยวกับปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อท้องถิ่น
2. นักเรียนจะใช้ทั้งทรัพยากรบุคคลและทรัพยากรอื่นๆท้องถิ่นเป็นแหล่งข้อมูล
3. นักเรียนมีส่วนร่วมในการหาข้อมูลที่สามารถนำเอาไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้
4. การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปถึงนอกเวลาเรียน นอกชั้นเรียน นอกโรงเรียน
5. การเรียนรู้จะเน้นที่ผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีต่อนักเรียนแต่ละคน
6. ต้องระลึกเสมอว่าเนื้อหาวิทยาศาสตร์นั้นมีมากกว่ามโนทัศน์ที่นักเรียนเรียนในชั้นเรียน
7. การเรียนรู้จะเน้นที่ทักษะกระบวนการที่นักเรียนสามารถนำไปแก้ปัญหาได้
8. การเรียนรู้จะเน้นความตระหนักในอาชีพโดยเฉพาะอาชีพที่สัมพันธ์กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
9. การเรียนรู้จะเน้นให้นักเรียนได้แสดงบทบาทในฐานะพลเมืองที่ต้องแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน
10. การเรียนรู้จะมีการตรวจสอบวิถีทางที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะส่งผลกระทบในอนาคต
11. การเรียนรู้จะเกิดขึ้นอย่างอิสระ ตามประเด็นที่แต่ละคนต้องการศึกษาหาคำตอบ
เป้าหมายของการเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม
เป้าหมายของการเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม(Aikenhead, 1994; Bybee, 1985b;Eijkelhof,1990;Solomon,1993 cited in Aikenhead, 1994 169) คือ
1. ให้คนมีความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์เพิ่มมากยิ่งขึ้น
2. ให้นักเรียนสนใจด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
3. ให้นักเรียนสนใจความสัมพันธ์ของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม
4. ให้นักเรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ มีเหตุผล แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และสามารถตัดสินใจได้บนพื้นฐานของข้อมูลที่มีอยู่
การเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม(Penick & Bonnstetter, 1996, 163) มีเป้าหมายเพื่อให้นักเรียนใช้ความรู้ที่มีตรวจสอบและการแก้ไขปัญหา ให้มีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มมากขึ้นสามารถที่จะปฏิบัติการต่างๆ โดยใช้ความรู้และพยานหลักฐานที่มี สามารถที่จะสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีทัศนคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ และรู้วิธีการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กล่าวได้ว่าเป้าหมายสูงสุดของการเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม (Zoller, 1993, 126) คือการสร้างกลุ่มชนให้เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม ที่ต้องมีลักษณะดังนี้คือ
1. ตระหนักในปัญหาที่เกิดขึ้น สามารถพิจาณาและหาสาเหตุของปัญหานั้นๆ ได้
2. เข้าใจมโนทัศน์และมีความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น
3. รู้และมีแนวทางเลือกในการแก้ปัญหาอย่างหลากหลาย
4. สามารถใช้กระบวนการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ สามารถเลือก วิเคราะห์ประเมินข้อมูลและแหล่งข้อมูลที่จะนำมาใช้ และสามารถวางแผนเพื่อป้องกันปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในอนาคตได้
5. เข้าใจค่านิยมและสามารถนำค่านิยมนั้นไปใช้
6. สามารถตัดสินใจได้ด้วยการเลือกทางเลือกที่เหมาะสม หรือสามารถสร้างหรือหาทางเลือกใหม่แล้วจึงตัดสินใจ
7. ปฏิบัติตามทางเลือกที่ได้ตัดสินใจ
8. มีความรับผิดชอบ
เป้าหมายในระยะสั้นของการเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม คือ การใช้นักเรียนมีความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสังคม และเป้าหมายในระยะยาวคือการให้มีพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ประหยัด พอใจและดำรงชีวิตในสังคมอย่างมีความสุข
การจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม
ในการเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม จะมีจุดเริ่มต้นมาจากตัวนักเรียนเอง ซึ่งเริ่มจากความคิด ความสนใจและสิ่งที่สัมพันธ์กับตัวนักเรียน ดังนั้นครูจึงจะต้องจัดให้นักเรียนเป็นผู้ตั้งคำถาม วางแผนเพื่อกำหนดวิธีการหาคำตอบ กำหนดวิธีการเก็บข้อมูล การรวบรวมข้อมูล การลงมือปฏิบัติ การวิเคราะห์ข้อมูลและการนำเสนอผลงาน ทุกขั้นตอนนั้นนักเรียนจะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติเองทั้งสิ้น ครูซึ่งเป็นผู้กรอบของรายวิชาและรู้เป้าหมายของหลักสูตรจะทำหน้าที่เลือกประเด็นแลคำถามที่นักเรียนสนใจให้สอดคล้องกับรายวิชาและหลักสูตร การเรียนการสอนจะยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ยึดประสบการณ์การของผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้ความสนใจผู้เรียนเป็นรายบุคคล ใช้ทรัพยากรท้องถิ่นที่หลากหลายทั้งทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรบุคคล ฝึกให้ผู้เรียนทำงานร่วมกัน ครูเตรียมการสอนและวางแผนการสอนโดยใช้ประเด็นและปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันและควรเป็นประเด็นที่นักเรียนและปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันและควรเป็นประเด็นที่นักเรียนทุกคนรับทราบและคุ้นเคย การเรียนการสอนอจะเริ่มต้นด้วยการอภิปรายร่วมกันของนักเรียน จากคำถามหรือสถานการณ์ที่ครูสร้างขึ้น ครูต้องรอคำตอบโดยให้เวลานักเรียนเรียบเรียงคิดและให้นักเรียนได้อภิปรายร่วมกัน
การจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม มี 6 ขั้นตอน ที่นักเรียนต้องใช้เป็นพื้นฐาน (Lutz,1996, 45) คือ
1. การระดมพลังสมองในหัวข้อที่ศึกษา
2. การบ่งชี้คำถามให้ชัดเจน
3. การระบุแหล่งค้นคว้าหาข้อมูล
4. การใช้แหล่งข้อมูลเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล
5. การวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินและการสร้างสรรค์
6. การลงมือปฏิบัติ
นฤมล ยุตาคม (2542, 33-36) ได้เสนอว่าการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดนี้จะมีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ ขั้นวางแผน ขั้นการเรียนการสอน และขั้นประเมินผล
1. ขั้นวางแผนประกอบด้วย การกำหนดความมุ่งหมายของการเรียนการสอนและการเตรียมหน่วยการเรียนการสอน
2. ขั้นการเรียนการสอนมี 6 ขั้นย่อย คือ
2.1 ขั้นสงสัย ครูจะสร้างสถานการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมการตั้งคำถาม และการตรวจสอบความรู้เดิมของนักเรียน
2.2 ขั้นวางแผน นักเรียนเป็นวางแผนค้นหาคำตอบ ซึ่งอาจจะทำงานเป็นงานเดี่ยวหรืองานกลุ่ม
2.3 ขั้นค้นหาคำตอบ นักเรียนลงมือค้นหาคำตอบโดยครูทำหน้าที่คอยช่วยเหลือ
2.4 ขั้นสะท้อนความคิด นักเรียนคิดไตร่ตรองสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ โดยมีครูเป็นผู้คอยให้คำแนะนำ
2.5 ขั้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ นักเรียนนำเสนอผลการค้นคว้าแก่นักเรียนอื่นๆ โดยครูให้โอกาสนักเรียนในการแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนคนอื่นๆ
2.6 ขั้นนำไปปฏิบัติจริง นักเรียนนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตจริง
3. ขั้นประเมินผล ประกอบด้วย
3.1 การประเมินโดยครู ได้แก่ การใช้ข้อสอบวัดความรู้ความเข้าใจมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะการคิดแบบมีวิจารณญาณ การประเมินผลปฏิบัติงาน และการสังเกตของครูโดยใช้แบบตรวจสอบรายพฤติกรรม
3.2 การประเมินโดยตัวของนักเรียนเอง โดยใช้การประเมินตนเองและการใช้แฟ้มสะสมงาน
ในการเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม จะพบว่าทักษะการแก้ปัญหานั้นจัดเป็นทักษะที่สำคัญมาก Carin (1997) ได้เสนอรูปแบบการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม ที่เน้นทักษะการแก้ปัญหา ซึ่ง Carin ได้กล่าวว่าการจัดรูปแบบการเรียนการสอนแบบนี้จะสามารถตรวจสอบความรู้เดิมของนักเรียนและสามารถเพิ่มพูนความรู้ใหม่ได้โดยผ่านทักษะการแก้ปัญหา
การลงมือปฏิบัติ และการนำไปใช้ รูปแบบนี้มี 5 ขั้นคือ
1. ขั้นสืบค้น นักเรียนร่วมกันตั้งคำถาม เสนอความคิดเรื่องที่สนใจที่ต้องการจะศึกษา หัวข้อที่นำเสนอนั้นอาจมาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชนจากตำราเรียนวิทยาศาสตร์ จากกิจกรรมที่ได้ปฏิบัติมาจากการทัศนศึกษา จากรายการโทรทัศน์หรือจากแหล่งอื่น คำถามที่นักเรียนนำเสนออาจมีมากมายหลายคำถามแต่ละเลือกมาเพียง 1-2 คำถามเท่านั้นที่นำมาเป็นหลักในการศึกษา
2. ขั้นแก้ปัญหา นักเรียนจะฝึกใช้วิธีทางการวิจัยในการเรียนรู้เพื่อหาคำตอบ หรือตอบคำถามในหัวข้อหรือประเด็นที่ทำการศึกษา โดยนักเรียนจะเป็นผู้ลงมือปฏิบัติทั้งการเก็บรวบรวมข้อมูล และการบันทึกผล
3. ขั้นสร้างสรรค์ จากการเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ผล นักเรียนสามารถสร้าง จัดกระทำและแสดงผลการค้นพบในลักษณะของกราฟรูปแบบต่างๆ หรืออาจสร้างหรือจัดกระทำในรูปแบบอื่นๆ
4. ขั้นแลกเปลี่ยนประสบการณ์ นักเรียนนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าแก่กลุ่มเพื่อนโดยอาจจะนำเสนอในรูปแบบต่างๆ เช่น การบรรยาย การเขียนรายงาน จัดแสดงเป็นโปสเตอร์ วิดีทัศน์ เพลง กลอนหรืออื่นๆ
5. ขั้นนำไปปฏิบัติจริง นักเรียนนำผลที่ได้จากการศึกษาไปปฏิบัติ หรือการนำเสนอข้อค้นพบนี้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหา โดยครูและนักเรียนอาจจัดการประชุมพบปะ ชี้แจงปัญหาและข้อค้นพบ หรือเขียนจดหมายถึงบุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การเรียนรู้และกิจกรรมตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม
การเรียนรู้และกิจกรรมตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม ทำให้นักเรียนเห็นว่ามโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์มีประโยชน์และมีความจำเป็นในการนำไปใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆ การเรียนรู้มโนทัศน์จะเกิดจากการทำกิจกรรม เพราะมโนทัศน์มีความสำคัญ แต่การเรียนไม่ได้เน้นที่การเรียนรู้มโนทัศน์แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้จากสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งทำให้นักเรียนเข้าใจมโนทัศน์นั้นๆ จะสามารถนำมโนทัศน์นั้นๆ และสามารถนำมโนทัศน์ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ได้ นักเรียนจะใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการเรียนรู้ และเห็นว่ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นทักษะที่จำเป็นที่จะต้องพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เพราะนักเรียนจะเห็นถึงความสัมพันธ์ของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง นักเรียนสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของวิทยาศาสตร์กับชีวิตจริงได้ และเห็นว่าวิทยาศาสตร์สามารถนำไปใช้ในกระบวนการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ทำให้นักเรียนรู้คุณค่าของวิทยาศาสตร์และเป็นผู้ค้นคว้าหาข้อมูลข่าวสารทางวิทยาศาสตร์และการนำไปประยุกต์ใช้ได้ การเรียนการสอนตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม จะเน้นประเด็นปัญหาคำถาม หรือสิ่งที่ยังไม่ทราบ เพื่อค้นหาคำตอบหรือหาคำอธิบาย กระบวนการค้นหาคำตอบนั้นจะมีคุณค่ามากสำหรับนักเรียนเพราะจะทำให้นักเรียนพบปัญหาและคำถามอื่นๆอีกมากมายที่ต้องการหาคำตอบต่อไปเรื่อยๆ
การเรียนการสอนจะสัมฤทธิ์ผลได้นั้น ครูและนักเรียนจะต้องทำงานร่วมกัน นักเรียนต้องเสนอหัวข้อเรื่องซึ่งอาจจะได้มาจากประสบการณ์ของนักเรียนโดยตรง หนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร วิทยุ โทรทัศน์ ห้องสมุด ตำรา หรือประเด็นที่กำลังอภิปรายโต้เถียงกันในท้องถิ่นหรือในชาติ หรือระหว่างประเทศ นักเรียนจะร่วมกันเลือกประเด็นที่ต้องการหาคำตอบแล้วอาจจะทำเป็นงานเดี่ยวหรืองานกลุ่ม งานที่จะต้องทำประกอบด้วยการวางแผน การยออกแบบวิธีการหาคำตอบ หาแหล่งข้อมูล เตรียมวัสดุอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ ติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้นวิธีการเรียนการสอนตามแนววิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคมจะขึ้นอยู่กับกิจกรรมของนักเรียนมากว่ากิจกรรมของครู กิจกรรมดังกล่าวได้แก่
1. กิจกรรมภาคสนาม
2. การทดลองในห้องปฏิบัติ
3. การทำโครงงานรายบุคคลหรือรายงานกลุ่ม
4. การสืบเสาะ
5. การเรียนรูร่วมกัน
6. การแสดงบทบาทสมมุติ
7. การศึกษารายกรณี
8. การทดลองโดยใช้สื่อจำลองเลียนแบบสถานการณ์จริง
9. การจัดนิทรรศการ
10. การอภิปรายเป็นกลุ่มเล็กหรือการอภิปรายทั้งชั้นเรียน
11. การโต้วาที
12. การสัมภาษณ์
13. การค้นคว้าจากห้องสมุด
ในกิจกรรมเหล่านี้จะทำให้ผู้เรียนรอบรู้ประเด็นต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีผลกระทบต่อตัวนักเรียนและสังคมโดยรวมมากยิ่งขึ้น นักเรียนได้ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการแก้ไขปัญหา และการหาข้อมูล นักเรียนจะเข้าใจและเรียนรู้วิธีการปรับเปลี่ยนความต้องการของกันและกัน นอกจากนี้แล้วในการเลือกกิจกรรมนั้นจะต้องคำนึงถึงความหลากหลายของผู้เรียนด้วย รวมถึงวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนการสอนด้วย เช่น การสอนเพื่อฝึกทักษะ การใช้เหตุผลต้องใช้วิธีการแบบสืบเสาะ
สรุป
การเรียนการสอนตามแนววิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม ไม่ได้เน้นให้นักเรียนรู้หรือจำมโนทัศน์ แต่นักเรียนจะรอบรู้และเข้าใจมโนทัศน์ ขณะที่นักเรียนค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อแก้ไขปัญหาและตอบคำถามนักเรียนจะเรียนรู้มโนทัศน์ต่างๆ โดยตรงจากการทำงาน เมื่อนักเรียนได้เรียนรู้ปัญหาหรือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของตนเอง นักเรียนจะไม่ได้เรียนเฉพาะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับปัญหาเท่านั้น แต่นักเรียนจะได้เรียนรู้ด้วยว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้นประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องจักร ได้อย่างไร การเรียนการสอนแบบนี้ นักเรียนจะมีการร่วมกันทำงานเป็นกลุ่มแบบร่วมมือร่วมใจ ได้มีการอภิปรายร่วมกัน ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน เชื่อและยอมรับในข้อมูลของกันและกัน มีการวางแผน แบ่งงานกันทำเพื่อให้ได้งานสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมาย นอกจากนี้ประโยชน์สูงสุดของการเรียนการสอนตามแนววิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม คือ การที่นักเรียนได้รับประสบการณ์โดยตรงในการค้นคว้าหาความรู้ รู้จักคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาและการผสานมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์กับประสบการณ์ของนักเรียนเอง
โดยสรุปแล้วพบว่าการเรียนการสอนตามแนววิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม นั้นมีผลต่อการพัฒนาการของนักเรียนในด้านต่างๆ ดังนี้คือ
1. นักเรียนสามารถประยุกต์ใช้มโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ในสถานการณ์ใหม่ได้
2. นักเรียนสามารถประยุกต์ใช้ข้อมูล เชื่อมโยงความสำคัญในสถานการณ์อื่นได้ ทำงานได้ตามลำพัง และสามารถตัดสินใจเองได้ดียิ่งขึ้น
3. นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ต่อประโยชน์ของการเรียน และอาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์
4. นักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
5. นักเรียนมีความสามารถในการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น
การเรียนการสอนตามแนววิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม จัดเป็นการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับแนวการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ดังนั้นหากมีการนำเอาการเรียนการสอนตามแนววิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคมมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ก็จะได้ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ตามเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษาที่ต้องการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามความถนัดและความสนใจ ได้ฝึกคิด ได้มือปฏิบัติ ได้เรียนวิทยาศาสตร์จากประสบการณ์จริง สามารถนำความเป็นจริงในชีวิตประจำวันมาศึกษาในวิชาวิทยาศาสตร์ได้ นักเรียนจะเรียนวิทยาศาสตร์ด้วยความสนุก และมีความสุขกับการเรียน
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น